Deep Plane Facelift คืออะไร? เทคนิคดึงหน้าที่ช่วยให้หน้าตึงธรรมชาติ

เมื่อพูดถึงการดึงหน้า หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “Deep Plane Facelift” ผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วมันต่างจากการดึงหน้าทั่วไปอย่างไร และเหมาะกับใคร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจโครงสร้างใบหน้าและเทคนิค Deep Plane Facelift อย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจว่านี่คือเทคนิคที่ใช่สำหรับคุณหรือไม่

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจโครงสร้างใบหน้ากันก่อน

ใบหน้าของคนเราไม่ได้มีแค่ชั้นผิวหนังกับกระดูกเท่านั้น แต่ยังมีชั้นโครงสร้างซ้อนกันอยู่หลายชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีบทบาทต่อความหย่อนคล้อยที่แตกต่างกัน

  • ชั้นผิวหนัง (Skin): ชั้นนอกสุดที่มองเห็นได้ เมื่ออายุมากขึ้นจะสูญเสียความยืดหยุ่น
  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat): ชั้นไขมันบาง ๆ ที่ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ เมื่อหย่อนคล้อยจะทำให้เกิดร่องแก้มและกรอบหน้าไม่ชัด
  • ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System): ชั้นพังผืดและกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ไขมัน เป็นชั้นที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของใบหน้า เช่น การยิ้มหรือขยับปาก และเป็นต้นเหตุหลักของความหย่อนคล้อยที่แท้จริง
  • ชั้นลึกใต้ SMAS (Deep Plane): ชั้นที่อยู่ลึกกว่า SMAS ครอบคลุมโครงสร้างสำคัญ เช่น เส้นประสาทใบหน้าและไขมันแก้มส่วนลึก

ความเข้าใจในแต่ละชั้นนี้เองที่เป็นตัวกำหนดว่าการดึงหน้าจะออกมาได้ผลลัพธ์แบบไหน

Deep Plane Facelift คืออะไร?

Deep Plane Facelift คือเทคนิคการดึงหน้าที่ลงลึกไปถึงชั้นใต้ SMAS โดยตรง แทนที่จะแก้ไขแค่ชั้นผิวหนังหรือดึงชั้น SMAS แยกจากชั้นผิวหนัง เทคนิคนี้จะยกโครงสร้างใบหน้าทั้งชั้นผิวหนัง ไขมัน และ SMAS ขึ้นไปพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว (En Bloc) ทำให้แรงดึงกระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กระจุกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง

ข้อแตกต่างสำคัญเมื่อเทียบกับการดึงหน้าแบบ SMAS ทั่วไป

  • SMAS Facelift ทั่วไป: แยกดึงชั้นผิวหนังและชั้น SMAS ออกจากกัน ผลลัพธ์กระชับขึ้นได้ดี แต่ในบางเคสอาจต้องดึงผิวหนังเพิ่มเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
  • Deep Plane Facelift: ยกโครงสร้างทั้งชุดขึ้นไปพร้อมกัน ช่วยแก้ไขจุดที่ลึกกว่า เช่น ร่องแก้มลึกและกรอบหน้าหย่อนคล้อยมาก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องดึงผิวหนังให้ตึงจนเกินไป

Deep Plane Facelift เหมาะกับใคร?

เพราะเป็นเทคนิคที่ลงลึกกว่าการดึงหน้าทั่วไป Deep Plane Facelift จึงไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน แต่จะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเป็นพิเศษกับคนไข้ที่มีลักษณะดังนี้

1. มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก

เหมาะกับคนไข้ที่ร่องแก้มลึกชัดเจน กรอบหน้าหย่อนคล้อยจนเห็นเป็นเหนียง หรือเคยดึงหน้าด้วยเทคนิคอื่นมาก่อนแต่ผลลัพธ์ไม่คงทนเท่าที่ควร

2. ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติในระยะยาว

เพราะแรงดึงกระจายตัวอย่างสมดุลทั่วทั้งโครงสร้าง ผลลัพธ์จาก Deep Plane Facelift จึงมักดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่า

3. ต้องการหลีกเลี่ยงอาการหน้าตึงผิดธรรมชาติ

เนื่องจากไม่ต้องพึ่งการดึงผิวหนังให้ตึงมากเกินไป เทคนิคนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหน้าตึงแบบผิดธรรมชาติได้ดีกว่า

ทำไมความเข้าใจโครงสร้างใบหน้าถึงสำคัญก่อนเลือกเทคนิค

การเลือกเทคนิคดึงหน้าที่เหมาะสมไม่ควรตัดสินใจจากชื่อเทคนิคที่ฟังดูล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าใจก่อนว่าปัญหาความหย่อนคล้อยของตัวเองอยู่ที่ชั้นไหน เพราะแต่ละเทคนิคเหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การประเมินโครงหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ก่อนวางแผนว่าจะใช้เทคนิคใดให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน

W Plastic Surgery Hospital กับความเชี่ยวชาญด้าน Deep Plane Facelift

การทำ Deep Plane Facelift ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความเข้าใจโครงสร้างใบหน้าอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเป็นเทคนิคที่ทำงานใกล้กับเส้นประสาทใบหน้า ทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางของเราจึงให้ความสำคัญกับการประเมินโครงหน้าอย่างละเอียดในทุกเคส เพื่อวางแผนเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับโรงพยาบาลตลอดการผ่าตัด หากคุณกำลังพิจารณา Deep Plane Facelift และอยากเข้าใจว่าเทคนิคนี้เหมาะกับคุณหรือไม่ เราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q1: Deep Plane Facelift ต่างจาก SMAS Facelift อย่างไร?

SMAS Facelift แยกดึงชั้นผิวหนังและชั้น SMAS ออกจากกัน ส่วน Deep Plane Facelift ยกโครงสร้างผิวหนัง ไขมัน และ SMAS ขึ้นไปพร้อมกันเป็นชุดเดียว ทำให้แรงดึงกระจายตัวเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมาะกับเคสที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก

Q2: Deep Plane Facelift อันตรายกว่าการดึงหน้าแบบอื่นไหม?

เนื่องจากเป็นเทคนิคที่ทำงานใกล้กับเส้นประสาทใบหน้า จึงต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงในการทำหัตถการนี้โดยเฉพาะ การเลือกทำกับทีมแพทย์เฉพาะทางในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

Q3: ผลลัพธ์จาก Deep Plane Facelift อยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปผลลัพธ์จาก Deep Plane Facelift มักอยู่ได้นานกว่าการดึงหน้าแบบดั้งเดิม เนื่องจากแก้ไขที่โครงสร้างลึกและกระจายแรงดึงอย่างสมดุล แต่ระยะเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละคน

Q4: จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเหมาะกับ Deep Plane Facelift หรือเทคนิคอื่น?

ควรเข้ารับการประเมินโครงหน้าโดยละเอียดกับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดูว่าความหย่อนคล้อยของคุณอยู่ที่ชั้นไหนและมีความรุนแรงระดับใด แพทย์จะแนะนำเทคนิคที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสภาพใบหน้าของคุณโดยเฉพาะ

Q5: การพักฟื้นหลังทำ Deep Plane Facelift ใช้เวลานานไหม?

เนื่องจากเป็นเทคนิคที่ลงลึกกว่าการดึงหน้าทั่วไป ระยะเวลาพักฟื้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและเข้ารับการติดตามผลตามนัด เพื่อให้แผลสมานตัวได้ดีและผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์ที่สุด

บทความอื่นๆ

Scroll to Top